“มัสยิด” อันตราย​ ไม่ควรขยายจำนวนจริงหรือ​ ?

Loading...

“มัสยิด” อันตราย​ ไม่ควรขยายจำนวนจริงหรือ​ ?

เหตุผลสำคัญที่พี่น้องคนไทยจำนวนหนึ่งกลัวมัสยิดและชูคำขวัญต่อต้านกันคือ​มัสยิดรุกล้ำพระพุทธศาสนา​ และกลัวว่าเมื่อมีมัสยิดขึ้นมาแล้วจะเกิดความรุนแรงเหมือนในสามจังหวัดชายแดนใต้​ ซึ่งมีมัสยิดจำนวนมากและมีความรุนแรงมากด้วย

ถ้านับเอามัสยิดที่เริ่มสร้างในสมัยบรมศาสดามุหัมมัด​ ก็ถือว่ามัสยิดได้เริ่มแสดงบทบาททางสังคมมากว่า 1400​ ปีแล้ว เป็นบทบาทที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แก่สังคมมดีนะฮฺ​ เพราะนับแต่มีมัสยิดสังคมมดีนะฮก็มีเสถียรภาพและความมั่นคงมากขึ้น​ และแม้จะมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางทางการปกครองแล้ว​ แต่ชาวยิวและมุชริกีนทั้งหลายก็ยังคงใช้ชีวิตของตนตามปกติเหมือนที่เคยมีมา​ ไม่มีการรุกล้ำก้าวก่ายสิทธิและเสรีภาพทางศาสนาของผู้ใด​ ทั้งนี้เป็นไปตามกฎบัตรแห่งมดีนะฮ​ (Medinah Charter)​ ที่ถูกตราไว้ก่อนแล้วให้คนทุกศาสนาสามารถนับถือและปฏิบัติตามความเชื่อของตนได้​อย่างเสรี โดยไม่มีการขัดขวางต่อต้าน จนกระทั่งชาวยิวเองที่ละเมิดกฏบัตรดังกล่าว

ศาสนทูตมุหัมมัดคือบุคคลต้นแบบที่มุสลิมทุกคนต้องเจริญรอยตาม​ ทั้งในแง่ชีวิตส่วนตัวและสังคม​ รวมทั้งการสร้างมัสยิดก็ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่านด้วย

Loading...

เมื่อคำนึงถึงเจตนารมณ์แห่งการสร้างมัสยิด​ พี่น้องชาวพุทธหรือศาสนิกใด​ ๆ​ ก็แล้วแต่​ จะพบว่าแทนที่เราจะหวาดระแวงต่อการดำรงอยู่ของมัสยิด​ เรากลับน่าจะยินดีเสียมากกว่า​ ด้วยเหตุผลต่าง​ ๆ​ ดังต่อไปนี้

1. การปรากฎขึ้นของมัสยิด​ คือดัชนีชี้วัดเสรีภาพทางศาสนาในแผ่นดินที่มัสยิดนั้นตั้งอยู่​ และตราบใดที่มีเสรีภาพ​ ตราบนั้นมุสลิมจะต้องใช้มัสยิดดังกล่าวไปในการรังสรรค์สันติภาพ​ ภราดรภาพ​ ความเจริญและความมั่นคงแก่แผ่นดิน​ ไม่สามารถใช้มัสยิดไปในหนทางของความบาดหมางหรือสั่นคลอนเสถียรภาพของสังคมได้​ ผู้ใดกระทำการเช่นนั้น​ ย่อมถือว่ากระทำการอันขัดแย้งกับเจตนารมณ์แห่งศาสนทูต​ และมัสยิดที่ดำรงอยู่อย่างย้อนแย้งกับเจตนารมณ์​ ผู้มีอำนาจอาจสั่งรื้อได้โดยชอบธรรม

2. มัสยิดต้องทำหน้าที่อบรมบ่มเพาะยุวชนมุสลิมให้รู้จักการดำรงชีพอย่างมีแก่นสารสาระ​ ที่สำคัญคือเป็นคนที่รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตน​ การส่งเสริมให้มัสยิดทำหน้าที่นี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพย่อมหมายถึงเราจะได้คนคุณภาพมาเป็นกำลังในการพัฒนาชาติบ้านเมืองมากขึ้น​ ในช่วงเวลาที่เรากำลังก้าวสู่สังคมคนชราและเยาวชนส่วนใหญ่ถูกชักจูงให้ห่างไกลมัสยิด​ มีชีวิตไร้สาระแก่นสาร​ จนในทีื่สุดก็สมาทานแนวคิดสุดโต่งและเป็นเหยื่อของขบวนการก่อการร้ายต่าง​ ๆ​ ได้

3. มัสยิดเป็นพื้นที่สาธารณะหลัก​ (public sphere)​ของชุมชนมุสลิม​ เป็นสถาบันที่ช่วยสร้างประชาสังคม​ (civil society)​แก่มุสลิมได้​ เช่นเดียวกับที่วัดในพุทธศาสนาเคยทำมาก่อน​
ความจริงแล้ว​ ช่วงเวลานี้คือเวลาที่วัดกับมัสยิดจะต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องพื้นที่สาธารณะและประชาสังคมของตนไม่ให้ถูกกลืนไปในกระแสวัตถุนิยมสุดโต่งและเสรีนิยมสุดขั้วซึ่งถือเป็นศัตรูร่วมกันของทุกศาสนา​ เพราะความสุดโต่งของสองกระแสดังกล่าวได้สลายทำลายพื้นที่สาธารณะที่จะช่วยสร้างอัตลักษณ์ทางศาสนาลงไปแทบสิ้นเชิง​ ในกระแสเช่นนี้ทุกศาสนาต่างต้องเผชิญกับสภาวะความรกร้างว่างเปล่าของศาสนสถาน​ เพราะผู้คนไปใช้พื้นที่สาธารณะอื่นที่ไม่ใช่ศาสนสถาน​ เช่น​ สนามกีฬา​ ศูนย์การค้าหรือโรงภาพยนต์แทน
การสร้างความแตกแยกระหว่างศาสนามีแต่จะทำให้ทุกศาสนาอ่อนแอมากขึ้นและกลายเป็นเหยื่อของกระแสวัตถุนิยมเพิ่มขึ้น

4. ประเทศไทยมีวัดที่มีพระสงฆ์ประจำประมาณ​ 41, 340 แห่ง​ มีพระอารามหลวงอีก​ 310 แห่ง​ วัดราษฎร์อีกกว่าสี่หมื่นแห่ง​ ขณะที่มัสยิดมีไม่เกิน​ 4000 แห่ง​ สำหรับวัด​นอกจากมีกรมศาสนาคอยทำหน้าที่ดูแลโดยตรงแล้ว​ ยังมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งมีงบประมาณแยกต่างหากจากกรมศาสนาคอยสนับสนุนอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย​ ขณะที่มัสยิดไม่มีหน่วยงานใดคอยสนับสนุนนอกจากกรมการศาสนาที่มีงบประมาณแต่ละปีแทบจะน้อยที่สุดในหมู่กรมกองทั้งหลาย

สาธุชนทั้งหลายพึงตรองดูเถิด​ เป็นดังนี้แล้ว​ มัสยิดจะไปรุกรานพระพุทธศาสนาได้อย่างไร​ ?

ส่วนความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้​ วิญญูชนทั้งหลายย่อมตระหนักดีว่ามิได้มีสาเหตุมาจากศาสนาและมิได้มีฐานอยู่ที่มัสยิดแต่ประการใด​เลย​ แต่มีเหตุปัจจัยนอกศาสนาจำนวนมากที่เข้ามาสุมรุมให้เกิดความรุนแรง​ กระนั้น​ ภายใต้ข้อจำกัดมากมายมัสยิดทั้งหลายต่างทำหน้าที่สกัดความรุนแรงจนผู้นำศาสนาหลายคนต้องสังเวยชีวิต​ กล่าวได้ว่าหากไม่มีมัสยิดอยู่ในพื้นที่​ เราอาจเผชิญความรุนแรงมากกว่านี้หลายเท่า

ข้อมูลจาก Wisoot Binlateh

Loading...