Loading...

คนตัดไม้ในเขาตะเว ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว

คนตัดไม้ในเขาตะเว

ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วสำหรับเหตุการณ์ทหารพรานยิงประชาชนเสียชีวิตสามรายที่เขาอาปี บนเทือกเขาตะเว ณ หมู่บ้านอาแน ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

ผมไปถึงหมู่บ้านดังกล่าวเมื่อช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 21 ธันวาคม 2562 ทันทีที่จอดรถหน้าร้านน้ำชาหน้าหมู่บ้าน ก็ได้พบกับชาวบ้านที่เหมือนจะรู้ว่าช่วงนี้จะมีผู้มาเยือนมากหน้าหลายตา และจุดหมายของพวกเขาล้วนต้องการไปที่บ้านของผู้เสียชีวิตทั้งสาม ชาวบ้านบอกว่า เมื่อช่วงเช้าทางเจ้าหน้าที่ศอ.บต.ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ทั้งสามครอบครัวรายละ 500,000 บาท ทั้งยังมีผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 45 ที่มาด้วยกันซึ่งได้ขอโทษและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต

จากการบอกเล่าของพวกเขา คนที่นี่ส่วนใหญ่ทำอาชีพหาของป่า ตัดไม้ และทำสวนยาง วนเวียนกันไป ยิ่งช่วงหน้าฝนตัดยางไม่ได้ ชาวบ้านก็จะขึ้นภูเขาเพื่อตัดไม้กับหาของป่าเลี้ยงชีพ “เราทำแบบนี้กันมาหลายชั่วอายุคน มันเป็นวิถีชีวิตของคนแถบนี้” หนึ่งในนั้นเล่าให้ผมฟัง

Loading...

“เรื่องป้ายประกาศห้ามขึ้นหาของป่าบนภูเขานั้นเพิ่งมีแค่เดือนเดียว ไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่รู้ แต่ถ้าไม่ให้ขึ้นตัดไม้และหาของป่าจะให้เราไปทำอาชีพอะไร และเราก็ขึ้นไปตอนกลางวัน ผู้หญิงก็ขึ้นหาของป่าไม่ใช่แค่ผู้ชาย รายได้ปกติจากการหาของป่าและตัดไม้ได้วันละ 300 – 400 บาท มันทำให้เราพออยู่ได้แล้วในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน”

เราเดินเข้าไปในซอยเล็กๆบนทางคอนกรีตซึ่งเป็นซอยแคบๆที่รถไม่อาจสวนกันได้ ถนนคอนกรีตเส้นนี้ลากยาวไปจนสุดทางขึ้นเขา มีลำธารขนาดใหญ่กว้างสัก 10 เมตรขวางกั้นระหว่างหมู่บ้านกับเทือกเขา สุดทางมีสะพานไม้แขวนเก่า ๆ ขึงด้วยลวดสลิงซึ่งก็ดูแข็งแรงมั่นคง บ้านหลายหลังมีรถมอเตอร์ไซด์ดัดแปลงเพื่อใช้งานไต่เขาจอดอยู่หน้าบ้าน

บ้านของครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 3 หลังอยู่ในละแวกใกล้เคียงกันบริเวณท้ายหมู่บ้าน เมื่อมาถึงบ้านหลังแรกของผู้เสียชีวิตคือนายมะนาซี สะมะแอ อายุ 27 ปี มะนาซีเป็นลูกชายคนโตยังไม่มีครอบครัว พ่อของผู้ตายบอกว่าครอบครัวยังไม่ได้ไปร้องเรียนกับใครที่ไหนหรือหน่วยงานไหน อีกทั้งยังไม่รู้ความคืบหน้าของคดีด้วยว่าเป็นอย่างไร

“ครอบครัวยังทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว ลูกชายเป็นคนทำงาน เพิ่งกลับจากมาเลย์เมื่อช่วงฤดูผลไม้ พอเข้าหน้าฝนก็ขึ้นไปตัดไม้บนเขาเพื่อเก็บเงินเป็นทุนจะไปหางานที่มาเลเซียในปีหน้า”

“วันที่เกิดเหตุเป็นวันที่สี่แล้วที่เขาขึ้นไปตัดไม้ เขาขึ้นไปสักสิบโมงเช้าบอกว่าบ่ายๆจะลงมากินข้าว แต่ไปได้ชั่วโมงเดียวก็มีเสียงปืน” พ่อของมะนาซีบอกว่า เท่าที่รู้ขณะนี้ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนรับไปตามต่อในเรื่องของคดี เขาจำได้ว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่และยืนยันว่าจะหาคนผิดมาดำเนินคดีให้ความยุติธรรมกับชาวบ้าน

“ชาวบ้านไม่รู้ว่าทหารพรานขึ้นลาดตระเวนบนเขา พวกทหารเขาไม่ได้ขึ้นเขามาทางหมู่บ้านเพราะเป็นหน่วยนอกพื้นที่ แต่ขึ้นจากฝั่งหมู่บ้านอื่น ทหารในพื้นที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันดี เจอกันบนภูเขาก็ทักทายกัน ปกติทหารไม่ได้ห้ามชาวบ้าน.. เราคือชาวบ้านธรรมดาจะให้ทำอย่างไรล่ะ ก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระวัง ก็อยากจะฝากคนในสังคมบ้านเราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังบอกได้แค่นี้ในฐานะชาวบ้านคนหนึ่ง” พ่อมะรอซีกล่าว

บ้านหลังที่สองเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ของผู้เสียชีวิตคือบูดีมัน มะลี อายุ 26 ปี เขามีครอบครัวและมีลูกในวัยกำลังน่ารักหนึ่งคน อิบรอเฮม มะลี พ่อของผู้ตายบอกว่า “ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าในชีวิตจะมีการฆ่ากันด้วยความโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ทำไมต้องฆ่ากันแบบนี้ด้วย ทั้งๆที่จับได้แล้ว ก็ว่าไปตามกฎหมายสิ ถ้าเขาผิดเรื่องฝ่าฝืนขึ้นไปตัดไม้ หากเขาผิดก็ไม่ใช่ว่ามีโทษถึงขั้นต้องยิงทิ้ง”

ในเรื่องของคดีนั้น อิบรอเฮมเปิดเผยว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีนักการเมืองจากพรรคประชาชาติไปที่หมู่บ้านและรับปากเราว่าจะช่วยติดตามในเรื่องของคดีให้

บ้านหลังสุดท้ายของผู้เสียชีวิตคือฮาพีซี มะดาโอะ อายุ 24 ปี เป็นเด็กหนุ่มในครอบครัวที่ยากจน เขามีพี่น้องทั้งหมดเก้าคน และฮาพีซีเป็นคนที่ 5 บ้านของพวกเขายังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย

เมื่อไปถึงนั้น แม่ของฮาพีซียังนอนป่วยมีอาการกินไม่ได้และนอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว พี่ชายของฮาพีซีบอกว่าแม่มีความดันโลหิตสูงและเพิ่งกลับจากไปหาหมอ ตอนนี้อ่อนแรงไม่สามารถลุกขึ้นมาคุยได้

พี่ชายของฮาพีซีเล่าว่าชาวบ้านได้ยินเสียงปืนเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาก่อนเที่ยง จากนั้นไม่นาน คนที่รอดชีวิตสามคนก็ลงมาถึงหมู่บ้าน ที่พวกเขารอดชีวิตมาได้เพราะสามคนนี้ทำหน้าที่ลากไม้ที่เลื่อยเสร็จลงมาข้างล่างในทางที่ลาดชันมาก คนทั้งสามเป็นผู้บอกกับชาวบ้านว่ายังมีอีกสองคนที่ทำหน้าที่เลื่อยไม้และอีกคนกำลังรอเอาไม้ลากลงมา ในขณะที่พวกเขาเล่านั้น เชื่อว่าทั้งสามคนน่าจะเสียชีวิตแล้ว หลังจากนั้นคนที่รอดชีวิตทั้งสามคนกับชาวบ้านอีกประมาณ 50 คนได้รวมตัวกันเพื่อจะขึ้นเขาไปรับศพมาทำพิธีแต่ทหารพรานไม่ยอมให้ชาวบ้านขึ้นไปในวันนั้น พวกเขาได้ขึ้นไปรับศพในวันถัดมานั่นคือวันที่ 17 ธันวาคม

ส่วนผู้รอดชีวิตนั้นชาวบ้านยืนยันว่ายังอยู่ในหมู่บ้านปกติ

ข้อมูลจากเพจ Patani NOTES

Loading...